เอนทรี้นี้เป็นส่วนหนึ่งของ VC

 

 

โฮรกกกกกกกกกกกก อยากบอกว่าของเอธานเป็นอะไรทีเขียนยากกกกกมากกกกก คะ

ออกมาทั้งหมดสรุปแล้วพิมได้ 31 หน้า คะ //เหยดดดดดดดดดด

ของรันๆ12หน้าเอง รู้สึกผิดง่ะ..

 

อะแฮ่ม เรื่องนี้เป็นอดีตของเอธานคะอย่างที่รู้ๆล่ะเนอะ

 

รับประกับเรื่องความดาร์กคะ เพราะข้าน้อยแต่งไปดูหนังเลือดสาดไป(เกี่ยว?)

 

ปล. อาจจะมีคำผิดอยู่บ้างนะค่ะ!!!!!!!!!!!

 

ถึง บิสคุง! อย่าหึงเลยน้าาาาาาาาาาาา!!!!!!!!

 

 

 

 

รูปเอธาน(สมัยก่อน)ในมโนภาพที่คิดไว้คะ

 

http://www.zerochan.net/1041034#full

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

[Beast : side story]

 

            ...ชื่อเก่าของผมคือ เอธาน ซิลเวอดิว…

            ผมเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยสองชายหญิงชราคู่หนึ่งที่ทำงานเป็นคนขายดอกไม้ พวกท่านเคยเล่าว่า พบผมที่ชายป่าระหว่างที่พวกท่านไปหาดอกไม้พันธุ์ใหม่ๆมาปลูก พวกท่านเล่าว่าตอนที่พบผมนั้น ผมยังเป็นเพียงแค่เด็กทารกตัวเล็กๆอ่อนแอ เสื้อผ้าของผมมีห่อผ้าสีขาว.. และผ้าพันคอสีแดงสดที่ทั้งยาวและใหญ่กว่าตัวเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากไม่ได้พวกท่านเก็บมา ตัวผมคงจะต้องตายเพราะอากาศหนาว..

 

            ...ผมเป็นเด็กที่ถูกทิ้งโดยไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด

           

          ...ผมเป็นเด็กที่ไม่ต้องการ ถูกทิ้งให้ตายอยู่ภายในป่า

 

          ...และผมเอง ก็ไม่ใช่คนดี ถึงขนาดไม่รู้สึกคับแค้นใจด้วย

 

            “คุณเอธานเนี่ยใจดีจังเลยนะคะ”

 

            “ครับ?”ผมถามลูกสาวผู้หญิงที่พูดขึ้นอย่างแปลกใจ ขณะยิ้มรับและยื่นช่อดอกไม้ช่อโตที่เธอสั่งให้เธอ

 

            “ก็คุณเอธานน่ะ เวลาพวกเรามาชื่อดอกไม้ทีไร คุณเอธานชอบแถมดอกไม้มาให้ตั้งเยอะ แบบนี้คุณปู่คุณย่าไม่ว่าเอาเหรอคะ?”

 

            พอผมได้ยินแบบนั้น ผมถึงกับยิ้ม

 

            “พวกท่านไม่ว่าหรอกครับ อันที่จริงพวกท่านคงดีใจมากกว่าที่ดอกไม้ที่ปลูกตั้งเยอะแยะแบบนั้นได้ให้คนอื่นซักที ..ดอกไม้น่ะ ถ้าทิ้งไว้โดยไม่ชื่นชมความงามของมัน ก็เสียเปล่านะครับ” ผมพูดขณะที่หยิบดอกไม้กุหลาบสีแดงที่อยู่ใต้เคาท์เตอร์มาเสียบที่กระเป๋าเสื้อของเธอก่อนจะยิ้มให้

 

            ดูเหมือนคุณลูกค้าสวยจะเป็นไข้กะทันหัน ใบหน้าของเธอดูแดงจนผิดปกติจริงๆ

 

            “น่ะ...นั้นซินะคะ! ขอตัวก่อนนะ ไว้จะมาใหม่!”พอเธอพูดเสร็จเธอก็รีบออกจากร้านไปทันที ผมมองตามหลังเธออย่างไม่เข้าใจ.. นี่ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?

 

            ผมคิดแบบนั้นอยู่ซักพักก่อนที่จะหันตัวไปจัดเรียงดอกไม้ด้านหลังต่อ ผมหยิบที่ฉีดน้ำมาพ่นให้ดอกไม้เบาๆ ก่อนจะก้มดูสีสันของมัน..

 

            “ดอกไม้เนี่ย.. ดีจังเลยนะ”ผมพึมพำเบาๆ แตะกลีบเล็กๆบางๆของดอกไม้แผ่วเบา

 

            “…หือ?.. น่าสนใจจัง แวมไพร์ฮันเตอร์ที่ทำงานเป็นคนขายดอกไม้?...”

 

            ผมสะดุ้งมือละออกจากดอกไม้หันไปมองต้นเสียงเรียบเรื่อยที่อยู่ด้านหลัง เมื่อหันไปก็พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่ดูๆแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าตัวผม เขาสูงประมานระดับสายตา มีผมเส้นผมสีเหลืองทองยุ่งๆเหมือนคนพึ่งตื่นนอน ดวงตาสีม่วงแสนแปลกของเขามองมาที่ตัวผม แม้จะดูง่วงงุนแต่ทว่ากลับดูสนใจเป็นพิเศษ เสื้อผ้าเป็นเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวใส่ลวกๆกระดุมติดไม่ครบกับกางเกงสีดำธรรมดา แต่สิ่งที่สะดุดตาสำหรับผมมากที่สุดก็คือ.. ผ้าพันแผลที่พันใบหน้าซีกซ้ายทั้งหมดและลำคอของเขา

 

            “เอ่อ... ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าเมื่อครู่คุณพูดถึงอะไรงั้นเหรอครับ?”ผมพยายามยิ้มให้คุณลูกค้าที่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้ ทั้งๆที่ประตูเองก็มีกระดิ่งอยู่แท้ๆ กลับไม่ได้ยินเสียงประตูที่เปิดเข้ามาเลยแม้แต่น้อย

 

            เด็กคนนั้นเอียงคอเล็กน้อย ใบหน้าของเขาจัดได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาดีใช้ได้ สังเกตดีๆขนตาของเขาดูยาวมากๆแม้สีของดวงตาจะแปลกไปหน่อย บวกกับความเสียดายที่มีรอยคล้ำใต้ตาจางๆกับผ้าพันแผลที่ทำให้มองใบหน้าของเขาไม่ชัด

 

            “…เห?.. อะไรกัน ก็นั่นไม่ใช่เหรอ?.. สัญญาลักษณ์ประจำของตระกูลแวมไพร์ฮันเตอร์น่ะ?...”เด็กหนุ่มพูด ขณะอ้าปากหาวชี้มาที่ผม.. ไม่ซิ ผ้าพันคอสีแดงสดที่ตั้งแต่จำความได้ก็ไม่ยอมให้ห่างจากตัวของผมนั่นเอง..

 

            “เอ๋?”ผมอุทาน ก้มมองผ้าพันคอของตัวเองจับมันขึ้นมาดู

 

            ...อะไรน่ะ? แวมไพร์ฮันเตอร์? สัญญาลักษณ์ประจำตระกูล??... 

 

            ขณะที่ทำกำลังสงสัย เสียงถอนหายใจเนื่อยๆก็ดังมาจากเด็กหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง เด็กคนนั้นขยี้หัวของตัวเองอย่างง่วงๆทำให้เส้นผมสีทองของเขายุ่งเหยิงเข้าไปอีก

 

            “…เฮ้อ ขี้เกียจอธิบายจัง... เดี๋ยวคุณคงรู้เองน่ะล่ะฮะ..”เด็กหนุ่มว่า เดินเข้ามาใกล้ผม ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันเล็กน้อยทำให้เด็กหนุ่มต้องเงยหน้ามอง ...พอมาอยู้ใกล้ๆแบบนี้ยิ่งเห็นขนตาชัดเข้าไปใหญ่เลยแฮะ.. ผิวเองก็ขาวมากๆด้วย...

 

            “.....ของที่ผมสั่งล่ะฮะ?”

 

            “ครับ?”คำพูดต่อมาของเด็กหนุ่มทำให้ผมชะงัก ....’ของที่สั่ง’เหรอ?

 

            “อ้าว?.. คุณหมอนั่นเอง มาเร็วจังเลยนะ”ตอนนั้นเองที่เสียงอบอุ่นของหญิงชราดังขึ้นจากด้านหลังร้านพร้อมๆกับร่างเล็กๆของหญิงชราเดินออกมาจากม่านด้านหลัง พร้อมๆกับยิ้มอย่างอบอุ่นให้เด็กหนุ่ม และหญิงชราคนนั้นคือคุณยายของผมนั่นเอง

 

            …’คุณหมอ’ งั้นเหรอ?...

 

            พอได้ยินที่คุณยายพูด ผมจึงรีบหันไปมองเด็กหนุ่มคนนั้นทันที

 

          ...เด็กแบบนี้? เป็นคุณหมองั้นเหรอ?... 

 

            “คุณยาย... ผมมาเอาของที่สั่งไว้น่ะฮะ” เด็กหนุ่มว่า ใบหน้าง่วงนอนยิ้มบางเล็กน้อยให้กับหญิงชรา

 

            “ตายจริง เอธาน ยังไม่ได้เอาให้คุณหมออีกเหรอ?”คุณยายหันมาถามผมด้วยสายตาดุๆเล็กน้อย

 

“อา ...ไม่เป็นไรหรอกฮะ ผมถือไปเองก็ได้..”

 

“ไม่ได้นะ ของที่คุณหมอสั่งน่ะมันหนักเอาเรื่องเลยไม่ใช่เหรอค่ะ มา ให้หลานยายไปส่งเถอะ .... เอา เอธาน ช่วยคุณหมอเขาเอาไปส่งหน่อยนะจ๊ะ”


“เอ๋ ..เข้าใจแล้วครับ”

 

ผมว่าก่อนเดินไปที่หลังร้านเพื่อหยิบกล่องไม้ขนาดใหญ่ออกมา มันเป็นกล่องขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักที่หนักเอาเรื่อง และไม่คิดเลยว่าเด็กคนนั้นจะสามารถถือไปได้ด้วยตัวคนเดียวจริงๆ


“....ขอบคุณมากนะฮะคุณยาย”

 

               เด็กคนนั้นว่าเสียงเอื่อย ถึงแม้จะดูเหมือนไม่มีมารยาทนัก แต่มุมปากที่ยิ้มน้อยๆของเขาแสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกขอบคุณจริงๆ

 

               “จ้า คุณหมอช่วยยายไว้มาก แค่นี้ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ เอธาน ไปส่งคุณหมอเขาดีๆนะ”

               “ครับคุณยาย”

               ผมยิ้มพร้อมกลับเดินตามหลังคุณหมอไป ค่อยๆผ่านตลาดที่คนพลุกพล่าน เลยออกมาจากตัวเมืองเล็กน้อยเข้าสู่แทบอาศัย เด็กคนนั้นก็มาหยุดอยู่ที่บ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง

               “คุณมาส่งผมแค่นี้พอแล้วฮะ..ขอบคุณที่เสียเวลามา”

               เด็กคนนั้นว่าพร้อมหันตัวมาจะรับกล่องจากผม แต่ผมกลับชักออกเล็กน้อยก่อนยิ้ม

               “คุณหมอถือไม่ไหวหรอกครับ เดี๋ยวผมเอาไปวางให้ คุณหมอนำเถอะครับ”

   พอได้ยินผมพูดแบบนั้น เด็กคนนั้นเลิกคิ้วเป็นเชิงแปลกใจเล็กน้อย

 “ถ้าแบบนั้นก็ตามใจคุณ.... แต่บอกไว้ก่อนนะฮะว่าบ้านของผมมันรกมากๆ"

              

               เด็กคนนั้นกล่าวเป็นเชิงเตือน เขาไขกุญแจ และเมื่อเปิดประตูออก สิ่งแรกที่เห็นคือกองเอกสารมากมายชนิดว่าถ้ามันล่วงลงมากระแทกหัวใครเข้าคงจะต้องมีการส่งเข้าโรงพยาบาลแน่ๆ ก่อนจะตามมาด้วยกลิ่นเหม็นอับของกระดาษเก่าๆที่ทำให้ผมถึงกลับย่นหน้า เสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากเด็กหนุ่มอีกครั้ง และพอเห็นไปก็เห็นเด็กหนุ่มยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากเหมือนกำลังหัวเราะ ดวงตาสีม่วงทอประกายขบขัน

 

               “ผมบอกคุณแล้ว คุณคนขายดอกไม้” เด็กคนนั้นว่าจบก็เดินจ้ำเข้าไปอย่างไม่มีคิดจะรอ ผมมองเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างไม่ค่อยเข้าใจนักและตามเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้ พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่เหยียบพวกเอกสารที่อยู่เติมพื้นจนดูเหมือนกำลังเขย่งเท้าเดิน และระหว่างที่เดินก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆตลอด

 

               ...กำลังแกล้งกันอยู่ซินะ... 

 

               ผมคิด แต่ก็ไม่อยากเอาเรื่องเอาความอะไรกับคนที่เด็กกว่า ผมหาที่เหมาะๆวางของพวกนั้นก่อนจะเช็ดเหนื่อยที่ขมับเล็กน้อย

 

               “คุณหมอ ผมว่างไว้ที่นี่นะครับ... ถ้าอย่างนั้นผมขอ......?”

 

               ยังไม่ทันได้พูดจบดี ผมที่หันหลังไปมองเด็กหนุ่มคุณหมอที่ควรอยู่ตรงหน้าก็หายไปเสียแล้ว แต่พอหันกลับมาก็แทบสะดุ้งเพราะเด็กคนนั้นกลับมายืนอยู่ในระยะประชิดโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ขณะที่จะอ้าปากถาม เด็กหนุ่มคนนั้นกลับเอื้อมมือมาจับที่ผ้าพันคอของเขา ผลิกดูไปมาแล้วลูบมันเบาๆเหมือนกำลังสำรวจ

 

               “... ดูจากเนื้อผ้า สี ความยืดยุ่นและคงทนแบบนี้คงมีแต่ตระกูลฟาร์ติมาซินะ?... น่าแปลก ทั้งๆที่ตระกูลนี้ทำกับคนอื่นเป็นหนูทดลอง แล้วทำไมถึงได้ปล่อยหนูทดลองหลุดออกมาได้กัน...” เด็กหนุ่มพูดพึมพำกับตัวเอง แต่ละคำที่เด็กหนุ่มพูดล้วนแต่ทำให้เขาไม่เข้าใจทั้งนั้น และตอนนั้นเองที่ดวงตาสีม่วงขุ่นนั่นเงยหน้าขึ้นสบมอง “…คุณคนขายดอกไม้ ผมว่าอนาคตข้างหน้าของคุณคงจะมีแต่สีเลือดซะแล้วล่ะฮะ...”

 

               “คะ... คุณพูดอะไรของคุณกันครับ” ผมพยายามยิ้มตอบอีกฝ่ายอย่างสุภาพพร้อมๆกับดึงผ้าพันคอคืนและถอยออกมา เด็กหนุ่มกลับไม่มีท่าทางจากเข้ามาใกล้อีก กลับยืนมือล้วงกระเป๋านิ่ง ดวงตาสีม่วงนั้นแสดงความเหนื่อยหน่ายออกมาอย่างไม่ปิดบัง

 

               “เฮ้อ.... ถึงผมจะไม่อธิบาย แต่ยังไงซะคุณก็ได้เจอเองอยู่ดี...”เด็กหนุ่มว่าเสียงเรียบ “ขอบคุณที่ช่วยมาส่ง.. เชิญคุณกลับได้เลยฮะ...”

 

               พอได้ยินแบบนั้นผมเองก็ได้แต่มองแผ่นหลังเล็กของเด็กหนุ่มที่หันหลังเตรียมของที่ขนมา ลังเลอยู่ซักพัก ก่อนที่จะค่อยๆเดินออกจากบ้านหลังนั้น..

 

               เด็กหนุ่มลอบมองตามแผ่นหลังของคนขายดอกไม้ร่างสูงคนนั้นจนเสียงประตูบ้านได้ปิดลง มือเล็กบางหยิบดอกไม้รูปร่างสวยงามแปลกตาในกล่องขึ้นมาและเกี่ยปลายนิ้วสัมผัสกลีบดอกเบาๆ รอยยิ้มนึกสนุกที่นานๆจะปรากฏออกมานั้นประดับแต้มอยู่ที่ริมฝีปาก

 

               “น่าสนใจ.. อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าคุณรอดออกมาจากที่นั่นได้.. คุณจะเป็นปีศาจชนิดไหนกันนะ คุณคนขายดอกไม้

 

 

 

               ...1ปี ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกบางเบา..

 

               ...คุณปู่คุณย่าได้เสียชีวิตอย่างน่าแปลก…

 

               …ตอนที่พวกท่านอยู่ที่โรงพยาบาล หมอก็อธิบายแค่ว่าพวกท่านจากไปเพราะอายุขัยมากแล้ว และจากไปอย่างสงบ…

 

               ...ผมเองก็พูดอะไรมากไม่ได้ นอกจากก้มหน้ายอมรับความจริงที่ว่าพวกท่านได้เสียชีวิตลงแล้ว ผมใช้เงินส่วนตัวที่มีอยู่ไม่มากเท่าไรนักจัดงานศพให้พวกท่าน ชาวบ้านที่รู้จักก็ต่างเข้ามาแสดงความเสียใจกับผม แต่ว่า.. ตอนนั้นเมื่อในหัวของผมมันว่างเปล่า ในอกเองก็รู้สึกโหวงไปหมด...

 

               ...และน่าแปลก ที่ผมในหัวผมตอนนั้นดันปรากฏภาพของเด็กหนุ่มผมทองตาสีม่วงคนนั้น...

 

               ...เหมือนกับว่า เป็นลางสังหรณ์ยังไงอย่างนั้น...

 

               ตอนนั้นเอง ขณะที่ผมกำลังเก็บกวาดบ้านหลังจากพิธีศพคุณปู่คุณย่าจบลง ก็มีกลุ่มคนแปลกหน้าเข้ามาที่ร้าน.. แต่ล่ะคนสวมเสื้อผ้าโทนสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกปิดด้วยแว่นกันแดดสีดำ และที่สุดตาเป็นที่สุดก็คือ ผ้าพันคอสีแดงสด... ที่มีสี ลักษณะเดียวกับที่ผมสวมอยู่ทั้งหมด

 

            ...คนพวกนี้อะไรกัน?... 

 

               “คุณคือ เอธาน ซิลเวอดิว ซินะ?” หนึ่งในคนกลุ่มนั้นคาดว่าเป็นหัวหน้าเอ่ยถามผมเสียงเรียบ ซึ่งผมที่ไม่ทันได้ตั้งตัวจึงพยักหน้า