[VC] 目を開けで[Me o Akete] - Open eyes.- Part.1

posted on 13 Dec 2012 21:24 by mimikitsune
 
 
 

目を開けで[Me o Akete] - Open eyes.-

 

 

 

            ‘..ไม่เคยคิดเลย ว่าจะมีวันที่ลืมตาขึ้นมาจะไม่เห็นนายอยู่ตรงหน้าอีกต่อไป..’

            นั่นคือ.. คำพูดที่เขาพูดขึ้นทุกวันที่ลืมตาตื่นขึ้น

 

 

 

 

            ลึกลงไป.. ค่อยๆจมลงไปในทะเลลึก ร่างของเขากำลังจมลงไป อากาศรอบตัวเริ่มน้อยลงทุกที สิ่งที่ร่างกายรับรู้มีเพียงความหนาวเย็นของน้ำทะเล เขาพยายามฝืนลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้าพร่ามัว เห็นมีเพียงดวงไฟขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ..

 

            ...เขาจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น...

 

            ...จำได้แค่ว่าตนเดินทางมากับเรือลำใหญ่เพื่อไปทำธุรกิจให้กับคุณพ่อของตน...

 

            ...จำได้แค่ว่าตนกำลังจัดกระเป๋าของตัวเองอยู่ดีๆก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น...

 

            ...และสุดท้ายก็คือ .. เขากำลังจะตายเพราะขาดอากาศหายใจ...

 

            และนั่น..เป็นภาพสุดท้ายของ ซีวิล เซเอรีน ที่เห็นในชีวิตของเขา

 

            ริมชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งไม่ไกลไม่ใกล้นักจากซากเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่กำลังลุกไหม้ ที่ไม่นานพึ่งถูกกองโจรสลัดพ้นบุกทำลาย เศษซากของเรือถูกคลื่นกวาดซัดมาเต็มริมชายหาด พร้อมๆกับข้าวของต่างๆ รวมถึง..ศพของผู้โดยสารที่เสียชีวิตทั้งหลายด้วย

 

            “เอาอีกแล้วเหรอ? พวกมนุษย์โจรสลัดเนี่ยโหดร้ายยิ่งกว่าพวกเราอีกนะเนี่ย” เสียงหนึ่งพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงของคลื่น พร้อมๆกับร่างของผู้พูดที่สวมเครื่องแต่งกายสีดำดำล่อนลงมาสู่พื้นทราย

 

            “อะ..เอ่อ หัวหน้าครับ ผมว่าพวกเรารีบกลับกันดีกว่านะครับ อีกไม่นานจะเช้าแล้วด้วย..”หลังจากร่างนั้นลงสู่พื้นไม่นานนักก็มีร่างของชายหนุ่มอีกประมานสามถึงสี่คนล่อนลงตามมาด้วยน้ำเสียงแสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

 

            ...ใช่ ก็เพราะว่า ‘แวมไพร์’ อย่างพวกเขา ไม่ถูกกับแสงแดด..

 

            “ฮ่ะๆ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้ากลับไปก่อนเลยก็ได้ ..อ้า จริงซิ ฝากบอกพวกนั้นด้วยนะว่าข้าจะกลับอีกทีคงเกือบเช้าน่ะ ตั้งใจจะหาของน่าสนใจให้ตัวเองซักหน่อย”เสียงแรกที่พูดนั้นกลับไม่มีความวิตกกังวล

 

             ร่างสูงของชายในชุดเครื่องแบบสีดำไม่ฟังคำเตือนของเหล่าลูกน้องก้าวเดินห่างออกไปยังริมชายหาดอย่างสบายใจ ส่วนเหล่าลูกน้องที่ถูกไล่ทางอ้อมก็ได้แต่ส่ายหัวกับความรั้นของหัวหน้าตัวเองก่อนจะกลับร่างค้างคาวบินหายไปในความมืด

 

             ร่างสูงของชายในเครื่องแบบสีดำถึงกับลอบยิ้มออกมาเมื่อเห็นเหล่าลูกน้องเจ้ากี้เจ้าการยอมกลับไปดีๆ ก่อนจะเดินทอดน่องลัดไปตามริมชายฝังเรื่อยๆอย่างสบายใจอีกทั้งยังแวะหยิบนู่นนี่ที่เป็นของต่างๆจากเรือโดยสารที่ถูกตีแตกไปขึ้นดูอย่างสนใจ มิวายก็แอบเก็บไปบางเล็กน้อยบางชิ้นบางอัน

 

            ...แต่แล้วมันก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจชิ้นของที่ถือว่าทั้งหมดลง...

 

           ร่างสูงของชายในเครื่องแบบสีดำหยุดชะงักเพียงชั่วครู่ก็จะพุ่งออกไปด้วยความเร็วเมื่อเห็น ‘ของ’ ชิ้นหนึ่งที่ตนสนใจ ก่อนจะค่อยๆชะลอลงเมื่อถึงที่หมาย

 

           “โห... มี ‘ของสวยๆ’ แบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย?”ชายหนุ่มพูด ก่อนจะค่อยๆย่อตัวนั่งลงตรงหน้า ‘ของสวยๆ’ ที่ว่า

 

           สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มนั้นก็คือร่างของชายหนุ่มที่ดูๆแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าตนที่นอนคว่ำแน่นิ่งสนิทอยู่ริมชายหาด ร่างนั้นสวมชุดที่ดูหรูหราอย่างคนมีฐานะดี แต่ทว่ากลับสกปรกเต็มไปด้วยรอยไหม้และรอยเลือดที่ไหลออกมาจากร่างกายของเจ้าของร่าง ใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มเมื่อเห็นนั้นทำให้รู้ว่าเป็นคนจัดได้ว่าหล่อเหลาและมีเค้าโครงออกหวานเล็กน้อยแม้จะซีดขาว แต่สิ่งที่สะดุดตาของเขามากที่สุดก็คือ ....เส้นผมยาวสีแดงม่วงที่ดูสวยและแปลกตาของร่างนั้นต่างหาก

 

         “แปลก? นี่เจ้าเป็นมนุษย์แน่เหรอเนี่ย?”เขาว่าก่อนเอื้อมปลายนิ้วไปเกี่ยวเส้นผมของร่างนั้นขึ้น

 

         “อะ.......อือ...”

 

         “?!” เขาถึงกับสะดุ้งตกใจเมื่อจู่ๆร่างที่คิดว่าน่าจะตายแล้วของชายหนุ่มผู้บาดเจ็บส่งเสียงร้องขึ้นเบาๆ “อา..... แย่แล้วซิ”

 

         ชายหนุ่มว่าก่อนค่อยๆพลิกร่างที่นอนคว่ำอยู่ขึ้นประครองพลางเอื้อมมือปัดเศษทรายที่เกาะตามใบหน้าซีดขาวออกอย่างเบามือ

 

         ...เหมือนกับลมหายใจสะดุดไปชั่วครู่ พร้อมกับความคิดแปลกๆปรากฏขึ้นในหัวเล่นเอสชายหนุ่มถึงกับหัวเราะเยาะตัวเองออกมาเบาๆ...

 

          “แหม... เอาเถอะ ถึงอาจจะโดนบ่นใส่ทีหลังแต่.. ถ้าปล่อยให้ของสวยๆงามๆเสียของไปก็น่าเสียดาย”เขาว่าก่อนค่อยลงมือปลดคอเสื้อของร่างนั้นทำให้เห็นลำคอขาวอย่างคนที่ไม่ค่อยออกไปโดนแดดที่บัดนี้ขาวซีดอย่างคนขาดเลือด ก่อนจะค่อยๆยื่นหน้าเข้าไป อ้าปากขึ้น ทำให้เห็นเคี้ยวอันแหลมคม และฝังมันลงไปที่ลำคอนั่น

 

 

 

           “เฮือก!!”เขาพุดลุกขึ้นนั่งพรวด ใบหน้าอาบด้วยเหงื่อที่ราวกับคนวิ่งมาร้อยเมตรยังไงอย่างนั้น แต่พอมองรอบตัวแล้วตนไม่ได้กำลังจมน้ำอย่างที่คิดก็ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพลางลูบหน้าลูบอกตัวเองอย่างโล่งใจ “ฝันงั้นเหรอ?....... ฮะ.. เฮ้ย!!”

 

            ขณะที่กำลังจะลุกขึ้นยืนก็แทบลงไปนั่นใหม่แทบไม่ทันเพราะร่างกายของตนนอกจากกางเกงชั้นในแล้วไม่มีอะไรส่วมอยู่เลยน่ะซิ! และพอสังเกตดีๆ ..บนตัวเขามีแต่ผ้าพันแผลเต็มไปหมด

 

           “นะ..นี่มัน แสดงว่า เราไม่ได้ฝันไปงั้นเหรอ?”เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆขณะแตะไปที่ผ้าพันแผล แต่ถึงกับต้องร้องซี๊ดเมื่อแผลที่อยู่ใต้ผ้ายังไม่หายดี เขาเบ้หน้าตัวความเจ็บเล็กน้อยก่อนมองสำรวจรอบๆอีกที

 

            รอบข้างของเขานั้นดูเป็นเหมือนห้องพักหรูๆห้องขึ้นที่มีการตกแต่งอย่างเรียบง่ายไม่ได้โอ่อ่าหรืออลังการอะไรมากนัก ห้องๆนี้จัดได้ว่าค่อนข้างกว้างใหญ่พอสมควร แต่ว่า.. กลับไม่มีหน้าต่างซักบาน

 

            “เกิดบ้าอะไรขึ้นฟ่ะเนี่ย.. แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน..”เขาพึมพำ ก่อนค่อยๆยันตัวลุกขึ้นยืนโดยไม่ลืมหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวด้วย ก่อนจะค่อยๆเดินอย่างลำบากตรงไปที่ประตู แต่แล้วต้องชะงักอีกรอบเมื่อเหลือบไปเห็นเส้นผมที่ดูเหมือนจะยาวขึ้นผิดปกติของตน “เห้ย!!! ผมชั้น!!!”

 

             เขาถึงกับร้องลั่นออกมาอีกครั้งมือที่กำลังจับผ้าห่มอยู่ถึงกับปล่อยลงพื้นคว้าจับเอาไอ้เส้นผมที่ยาวชนิดลากพื้นของตัวเองขึ้นดู..... เพราะว่า จากที่มันเคยเป็นสีน้ำตาลเข้มมันดันกลายเป็นสีแดงออกม่วงน่ะซิ! แถมยังยาวอย่างน่าตกใจด้วย!

 

             มือที่คว้าจับเส้นผมเอาไว้ถึงกับสั่นน้อยๆพร้อมกับใบหน้าของเขาที่ซีดขาวลงเรื่อยๆตามลำดับ..

 

             “น่ะ..นี่ชั้นไม่ได้ฝันอยู่ใช่มั้ยเนี่ย? ทะ..ทำไมผมชั้น แล้วจะอะไรอีกล่ะ…?!”พอนึกขึ้นได้ตนก็รีบมองหากระจกในห้องทันที่แต่ไม่เห็นมีอยู่เลยซักบานแต่เมื่อตาเหลือบไปเห็นกาน้ำตั้งอยู่ที่หัวเตียงจึงรีบเข้าไปคว้าจับขึ้นส่องดูเงาสะท้อนของตัวเองแต่เมื่อมองลงไปแล้ว.. กลับไม่มีเงาสะท้อนใดๆกลับมาเลย

 

              ...เหมือนกันโดนตบหน้าเข้าฉากใหญ่...

 

              “ทะ..ทำไมถึงไม่มีเงา.. อ๊ะ?”ขณะที่กำลังสับสน ตอนนั้นเองที่จู่ๆมีมือคู่หนึ่งโอบเข้ามาช่วยประคองมือที่จับหูกาน้ำที่สั่นระริกของเขา

 

               “โธ่เอ๊ย... ถ้าอยากดื่มน้ำก็เรียกได้นี่นา จะได้ไม่ลุกให้เจ็บแผลเล่นแท้ๆ”

 

               “เฮ้ย!!”

 

                ด้วยความรู้สึกตกใจหรืออะไรก็ไม่ทราบ เขาถึงกับสะดุ้งเผลอเอากาน้ำที่ถืออยู่เขวี้ยงใส่คนที่จู่ๆโผล่มาด้านหลังของตัวเอง ตกใจจนขนาดเผลอเหยียบเส้นผมที่ยาวเกินเหตุของตัวเองและกำลังจะล้มหน้าหงายแต่อีกฝ่ายก็สามารถใช้ความเร็วที่น่าประหลาดใจหลบเจ้ากาน้ำที่เขาเขวี้ยงพ้นและยังสามารถคว้าเอวและบ่าเขาไว้ได้ทันไม่เห็นเขาล้มหัวฟาดพื้นอีกด้วย

 

                “อ้าว ไม่เป็นไรใช่มั้ย? ขอโทษนะ ตกใจเหรอ? อีกหน่อยก็ชินเองล่ะ”

 

                อีกฝ่ายพูดพลางยิ้มบางๆ ดวงตาสีส้มหลังกรอบแว่นทรงเหลี่ยมแปลกตานั้นทอประกายขบขันเต็มที่และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายดีๆก็พบว่าอีกฝ่ายจัดได้ว่ามีรูปร่างหน้าตาราวเจ้าชายยังไงยังงั้น เส้นผมสีน้ำเงินของอีกฝ่ายยาวประมานต้นคอ ตัวสูงซะขนาดเขาที่มั่นใจในความสูงร้อยเจ็ดสิบกว่าๆอย่างเขาก็ยอมแพ้.. มันจะสูงเกินหน้าตาเกินไปแล้วนะ! เอ๊ย! ไม่ซิไม่ใช่เรื่องนี้!

 

                 “กะ..กะ.. แกเป็นใครเนี่ย?! แล้วที่นี่ที่ไหน!? แกทำบ้าอะไรกับผมชั้น!ปล่อยชั้นเดี๋ยวนี้เลยนะเฟ้ย!!”เมื่อนึกถึงสภาพตัวเองเขาถึงกับว๊ากลั่น เมื่อสภาพที่ว่านั้นเป็นเขาที่ทั้งตัวเหลือแค่กางเกงในถูกผู้ชายตัวสูงกว่ากอดเนี่ย?!ยังไงก็รับไม่ได้!! แล้วเรื่องหน้าตาดีกว่าเนี่ย ยิ่งรับไม่ได้เข้าไปอีก?!(#นั่นคือประเด็นซินะ?)

 

                 “? ใจเย็นๆซิ ถ้าดิ้นมากๆเดี๋ยวแผลจะเปิดเอานะ” อีกฝ่ายยังคงว่าอย่างใจเย็นเหลือเชื่อ แถมยังจับเขาอุ้มท่าที่ทำให้เขาอยากปาดคอตัวเองให้ตายๆไปซะ(ท่าอุ้มเจ้าหญิง)ก่อนจะว่าเขาลงบนเตียงนุ่มอีกครั้ง “เอาล่ะ เอาเป็นว่าทีละคำถามล่ะนะ ผมของเจ้าตอนที่ข้าช่วยเจ้ามามันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว และตอนนี้เจ้าอยู่ที่ คฤหาสน์ย่อยของแวมไพร์ แล้วก็....อุ๊บ!”

 

                 “เดี๋ยวนะ.. เดี๋ยวๆๆ หยุดก่อนเลย.. อะไรของแกวะ คฤหาสน์ย่อยแวมไพร์? ข้า เจ้า งั้นเหรอ? นี่คิดว่าแสดงละครเวทีกันอยู่หรือไงห๊ะ?! ไม่ตลกเลยเฟ้ย! แล้วแกใช่วิธีอะไรทำให้ชั้นไม่มีเงาวะ?!”เขาไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจบดีก็เอามืออุดปากที่เริ่มเพี้ยนของอีกฝ่ายเพราะแต่ละอย่างที่ได้ยินมันช่างเหลวไหลสิ้นดี! ใครเชื่อก็บ้าแล้ว!

 

                 อีกฝ่ายเองก็มองเขาอย่างระอาครู่หนึ่งก่อนจะดึงมือของเขาออก

 

                 “นี่ไม่ฟังกันเลยซินะ.. งั้นคงต้องทำให้เห็นภาพซะแล้ว..”พออีกฝ่ายว่าจบก็อุ้มเขาขึ้นอีกครั้ง(ด้วยท่าเดิมซะด้วย..)

 

                 “เฮ้ย!! ปล่อยนะ!วางชั้นลง!”เขาถึงกับว๊ากออกมาอีกครั้งเมื่อจู่ๆอีกฝ่ายอุ้มออกมานอกห้อง ความเย็นของลมที่ปะทะผิวกายทำให้ถึงกับสะท้านวูบ เห็นอีกฝ่ายจะสังเกตจึงยอมวางเขาลงพร้อมทั้งถอดเสื้อคลุมสีดำอย่างยาวที่ตนสวม สวมทับให้เขาก่อนถือสิทธิ์คว้ามือเขาไปจูงพาเดินซะอย่างนั้น

 

                 “มาเถอะ ข้าว่าให้เจ้าดูกับตาเจ้าน่าจะเข้าใจมากกว่านะ”อีกฝ่ายว่าพลางยิ้มตอบเขาน้อยๆ(ที่เขาเห็นแล้วว่ามันก็กวนโอ๊ยสิ้นดี)

 

                 เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เตะอีกฝ่ายพลางพยายามไม่เหยียบผมตัวเองล้ม(ซึ่งพิสูจน์แล้ว่ามันเป็นผมเขาจริงๆ#เหยียบไปเมื่อกี้เจ็บจนแทบนำตาเล็ด) ก่อนจะสลัดมือที่อีกฝ่ายจูงมือทิ้ง แม้อีกฝ่ายจะเลิกคิ้วยิ้มๆมามองก็เถอะ เขาแกล้งเมินก่อนจะแอบมองไปสำรวจรอบๆทางเดินที่มียามเฝ้ายืนอยู่ปะปลาย และเมื่อเดินผ่านยามพวกนั้นก็ทำความเคารพทันทีที่อีกฝ่ายเดินผ่าน

 

                 ...หมอนี่เป็นคนใหญ่คนโตในที่นี่งั้นเหรอ?...

 

                 “เอาล่ะ ถึงแล้ว มานี่ซิ ดูให้เห็นชัดๆเลยแล้วกันนะ”

 

                 ตอนนั้นเองที่อีกฝ่ายหยุดเดินและดึงมือเข้าลากเข้าไปในห้องๆหนึ่ง ไม่ทันที่เขาจะได้ว๊ากใส่ก็เหลือบไปเห็นของภายในห้อง

 

                 ...กระจกงั้นเหรอ?...

 

                 “นี่ไง หลักฐานที่จะบอกว่า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่คฤหาสน์แวมไพร์ แล้วก็.....เจ้าเป็น ‘แวมไพร์’ แล้วน่ะ”

 

                 เมื่อได้ยินเขาถึงกับรู้สึกใจหายชั่ววูบ ความกังวลเริ่มกลับมาอีกครั้งก่อนจะยอมเดินเข้าไปใกล้กระจกบานนั้น ...และสิ่งที่เขากลัวก็เป็นเรื่องจริง

 

                 “ไม่...ไม่มี.....”เขาเอ่ยเสียงเบาพร้อมๆกับเอื้อมมือแตะกระจกบานนั้นที่ไม่มีเงาของเขาสะท้อนกลับมา มีเพียงเสื้อคลุมสีดำทั้งนั้นมีสะท้อนกลับมา เหมือนกับอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาเหมือนกันที่ไม่มีแม้แต่เงาของตัวเอง

 

                  ...ตำนานเล่าว่า ‘แวมไพร์’ จะไม่มีเงาสะท้อนเมื่อส่องกระจก...

 

                  ...ถ้าอย่างนั้น เขาก็....

 

                   พอคิดได้ขาที่ยืนอยู่ถึงกับทรุดฮวบลงทันที ถึงแม้อีกฝ่ายจะเข้ามาช่วยประครอง แต่ตอนนี้ในหัวเขามึนงงไปหมด มีแต่คำเดิมๆที่วนซ้ำกันอยู่ภายในหัว ‘ทำไม?’

 

                   “ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องกลัว”ตอนนั้นเองที่อีกฝ่ายดึงเขาไปโอบกอดไว้หลวมๆ จับให้ใบหน้าของเขาฟาดบนบ่าของอีกฝ่ายเบาๆพลางลูบหัวของเขาแผ่วเบา “ต่อจากนี้ไปข้าจะดูแลเจ้าเองนะ ไม่เป็นไร ข้าจะดูแลเจ้าเอง..”

 

                   ..นั่นเป็นคำสัญญาแรก ที่เขาได้รับจาก ‘เซธาเรีย’ คนที่เป็นทั้งเพื่อน.. หัวหน้า.. ผู้มอบชีวิตใหม่ให้กับเขา..

------------------------

จะมาต่อให้หลังสอบค่ะ=w=d

edit @ 13 Dec 2012 21:35:08 by KїTSϋ♦CHÄη

Comment

Comment:

Tweet

@barasureo ฮาาาาาาาาาาา บอกแล้วไงค่ะว่าเคะแตก! เซธคุงเมะมาก=w=b
ซีวิล-//คิ้วกระตุก กลับบ้านไปดูดนมไป๊ไอ้เด็กบ้า

@annariae-cheri  เยสสสสสสสสสสสสสสสส

#4 By KїTSϋ♦CHÄη on 2012-12-13 22:19

ของสวยๆงามๆ....

#3 By RUMINA on 2012-12-13 22:02

วิลวิลลลล
เมื่อก่อนเป็นมะม้าสิน้าาาาาาาาาาาาาาา??????
/วรั๊ยยยยยยยยยยยยย

#2 By CheriAnra on 2012-12-13 22:02

ของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆของสวยๆ

อะวั๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
วิลๆ~~~~~~~~~~~~~~~
เคะมาก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! กรี้ดดดดดดดดดดดด โดนอุ้มด้วย!!!!
อูอาาาาา ชอบนิสัยของเซธาเรียจังค่าาาา เมะอุดมคติ
ดีลีท-ป๋าเคะ ฉันเมะมาก=___,= อ่ะ หรือต้องเรียกม๊า??